ใช้เป็นอาหาร ทานสดจิ้มเกลือ เมื่อผลสุก ทำแยมหรือทำกระท้อนลอยแก้ว กระท้อนดอง ทำน้ำกระท้อน

คุณประโยชน์ ผลสุกจะมีวิตามินเอ วิตามินซี น้ำตาล แคลเซียม และฟอสฟอรัส ใบสดเอามาต้มอาบน้ำช่วยลดอาการไข้ รากเอามาฝนดื่มแก้ท้องเดิน เปลือกของลำต้น เอามาฝนกับน้ำ เพื่อทาแก้โรคผิวหนังอักเสบ พุพอง
น้ำกระท้อน

ส่วนผสมวิธีทำ
1. เลือกเอากระท้อนห่อสุก จะมีเนื้อมากและมีรสหวานอมเปรี้ยว ปอกเปลือกออกหนพอสมควรด้วยมีดสเตนเลส ล้างในน้ำมะนาวให้สะอาดและป้องกันไม่ให้กระท้อนเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล แล้วสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นจนเป็นเนื้อละเอียด ตักเอาเมล็ดออกไป ได้น้ำกระท้อนสีเนื้อนวล รินใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง ดื่มได้ทันที รสหวานอมเปรี้ยว ชุ่มคอและสดชื่นดีมาก
2. ถ้าต้องการทำกระท้อนปั่น ให้ใช้น้ำแข็งทุบ 1 ถ้วยกับน้ำต้มสุก 1 ถ้วย กระท้อนกับน้ำเชื่อมในอัตราส่วนเดิม ได้รสชาติหอมอร่อยเย็นสดชื่น แต่ไม่ควรทิ้งไว้นานเพราะน้ำกระท้อนจะมีสีน้ำตาลขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้รสชาติไม่ดี
ความสดของผักผลไม้ทำให้มีรสชาติดี และมีคุณค่าสารอาหารมากกว่าผลไม้แห้ง แต่บางอย่างก็มีเฉพาะฤดูกาล ไม่ได้มีตลอดทั้งปี จึงได้มีรูปแบบหรือการถนอมอาหารจำพวกของแห้งของดองต่าง ๆ เอาไว้แปรรูปเพื่อทานอีกต่อไป เช่น ลำไยแห้ง มะตูมแห้ง กระเจี๊ยบแห้ง เป็นต้น ผักและผลไม้บางชนิดมีการใช้ยาฆ่าแมลงสูงมาก อย่างเช่น ชมพู่ องุ่น ผักคะน้า ส้มเขียวหวาน ต้องล้างให้สะอาดหมดคราบยาฆ่าแมลงด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ถ้าเลือกได้ควรเลือกผักผลไม้ตามธรรมชาติ เช่น ผักริมรั้ว ตำลึง ตะไคร้ ขิง ข่า ผักต่าง ๆ ที่ปลูกเอง

ถ้าชื้อตามท้องตลาดก็ยังต้องระวังอยู่ดี เพราะว่าความไม่สะอาดของตลาด และแม่ค้าบางคนใช้ผงซักฝอกล้างคราบดินออกจากเหง้าขิงข่า อาจจะเหลือคราบฝงซักฟอกติดอยู่
ผลไม้แห้ง
การแปรรูปจากของสด โดยวิธีทำให้แห้งด้วยการตากหรืออบ เป็นการเก็บรักษาที่ดีวิธีหนึ่งเพื่อให้มีไว้ใช้นอกฤดูกาล เพื่อสะดวกต่อการขนส่งไปขายยังสถานที่ไกล ๆ และเก็บได้นาน การเลือกซื้อต้องดูที่ความสะอาด ไม่มีดินหรือก้อนหิน ฝุ่นละอองมากเกินไป ไม่มีรา สีสันไม่คล้ำมาก เช่น กระเจี๊ยบแดงควรมีัสีแดงคล้ำแต่ไม่ถึงกับดำ

สำหรับมะตูมฝานเป็นแว่นแห้งควรมีสีน้ำตาลออกเหลือง เมื่อแกะถุงหรือภาชนะบรรจุออกมา จะต้องไม่มีกลิ่นของปัสสาวะหรืออุจจาระสัตว์ เมื่อจะต้มเพื่อทำเป็นน้ำผลไม้ดับกระหายคลายร้อนต้องล้างให้สะอาดก่อน ล้างอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือผลไม้ที่ดองเอาไว้ เช่น บ๊วย ลูกท้อ สามารถเอามาทำเครื่องดื่มรสอร่อยได้ เลือกความสมบูรณ์และความสะอาดของผลไม้ดองนั้น ดูความมิดชิดของภาชนะบรรจุด้วย

เนื่องจากเซลล์ของกระดูกมีความต้องการใช้แคลเซียมในแต่ละวันอย่างพอเพียง ที่จะช่วยสร้างกระดูกในวัยเด็กและเพิ่มความแน่นของกระดูกในวัยผู้ใหญ่และชรา ดังนั้นทุกคนทุกวันจึงควรทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ ในผู้ใหญ่เฉลี่ยประมาณวันละ 800-1,000 มิลลิกรัม หญิงมีครรภ์ต้องการมากขึ้น แคลเซียมมีมากใน น้ำนม ปลาบ่น กุ้งแห้ง และผักใบเขียวที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ มะขาม ใบบัวบก เตยหอม แตงไทย ยอ ใบชะพลู มะดัน กะเพรา คะน้า ถั่วเหลือง และขึ้นฉ่าย เป็นต้น

การที่ร่างการจะดึงแคลเซียมไปใช้ได้นั้นจำเป็นต้องมีวิตามินดี ซึ่งได้รับจากแสงแดดอ่อน ๆ วันละ 10 นาทีก็เพียงพอต่อการสร้าง
ผักผลไม้เป็นแหล่งสำคัญของวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ ผมไม้ไทยแทบทุกชนิดนำมาทำเครื่องดื่มได้อย่างมีรสชาติ ที่เราจะเลือกทานให้ได้วิตามินและเกลือแร่ให้ครบถ้วนและเพียงพอ แต่จะทานผักผลไม้อะไรบ้าง จำนวนเท่าไรในแต่ละวัน ก่อนอื่นมารู้จักวิตามินและเกลือแร่ ว่ามันคืออะไร มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อร่างกาย

วิตามินคืออะไร
วิตามิน เป็นสารอินทรีย์เคมีอย่างหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกายที่จะนำเอาไปใช้ในการทำงานของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายในร่างกายคงไว้ซึ่งความสมดุลในร่างกาย "วิตามิน" มีรากศัพท์มาจาก วิตา (Vita) + เอมีน (amin) ซึ่งมีความหมายว่า สารประกอบเอมีนที่มีคุณค่ามหาศาลต่อชีวิต ร่างกายจะได้รับวิตามินได้อย่างพอเพียงกับความต้องการของร่างกาย เมื่อเราทานอาหารนานาชนิดที่มีวิตามินต่าง ๆ อยู่ในปริมาณที่แตกต่างกันออกไป วิตามินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามคุณสมบัติการละลายตัวคือ
1. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่วิตามิน บี 1 บี 2 บี 6 บี 12 วิตามินซี ไนอาซีน กรดแพนโทธีนิค โฟเลชชีน และไบโอติน
2.วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค
เกลือแร่คืออะไร
เกลือแร่เป็นองค์ประกอบหรือสารอาหารส่วนน้อยในร่างกายของคนที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลต่าง ๆ ของร่างกายของควบคุมการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ควบคุมการทำงานของระบบประสาท ทำให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ เมื่อขาดเกือแร่อย่างใดอย่างหนึ่งไปจะทำให้ร่างกายแสดงความผิดปกติออกมาในลักษณะต่าง ๆ เช่น
- วิตามินเอ ช่วยการมองเห็น สร้างฮอร์โมนเพศ สร้างภูมิต้านทานโรค บำรุงผิว ช่วยการสร้างกระดูกและฟัน
- วิตามินบี 1 ช่วยการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ป้องกันเหน็บชา ปลายประสาท กล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลว
- วิตามินบี 2 บำรุงผม ผิวพรรณ ป้องกันโรคปากนกกระจอก ผิวหนังแตกแห้ง
- วิตามินบี 6 ช่วยสร้างเลือด บำรุงประสาท ป้องกันประสาทส่วนปลายอักเสบ
- วิตามินบี 12 ช่วยสร้างเลือด บำรุงประสาท ป้องกันโลหิตจาง เหน็บชา กล้ามเนื้อฝ่อ
- วิตามินซี ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่องสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั้งร่างกาย ควบคุมการทำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด ทำให้เส้นเลือดแข็งแรง ช่วยขจัดสารพิษ