แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผัก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

น้ำกระท้อน (สะท้อน กระเจ๊าะ เตียน) Santol

ใช้เป็นอาหาร ทานสดจิ้มเกลือ เมื่อผลสุก ทำแยมหรือทำกระท้อนลอยแก้ว กระท้อนดอง ทำน้ำกระท้อน



คุณประโยชน์ ผลสุกจะมีวิตามินเอ วิตามินซี น้ำตาล แคลเซียม และฟอสฟอรัส ใบสดเอามาต้มอาบน้ำช่วยลดอาการไข้ รากเอามาฝนดื่มแก้ท้องเดิน เปลือกของลำต้น เอามาฝนกับน้ำ เพื่อทาแก้โรคผิวหนังอักเสบ พุพอง


น้ำกระท้อน



ส่วนผสม

วิธีทำ

1. เลือกเอากระท้อนห่อสุก จะมีเนื้อมากและมีรสหวานอมเปรี้ยว ปอกเปลือกออกหนพอสมควรด้วยมีดสเตนเลส ล้างในน้ำมะนาวให้สะอาดและป้องกันไม่ให้กระท้อนเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล แล้วสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นจนเป็นเนื้อละเอียด ตักเอาเมล็ดออกไป ได้น้ำกระท้อนสีเนื้อนวล รินใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง ดื่มได้ทันที รสหวานอมเปรี้ยว ชุ่มคอและสดชื่นดีมาก

2. ถ้าต้องการทำกระท้อนปั่น ให้ใช้น้ำแข็งทุบ 1 ถ้วยกับน้ำต้มสุก 1 ถ้วย กระท้อนกับน้ำเชื่อมในอัตราส่วนเดิม ได้รสชาติหอมอร่อยเย็นสดชื่น แต่ไม่ควรทิ้งไว้นานเพราะน้ำกระท้อนจะมีสีน้ำตาลขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้รสชาติไม่ดี



วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผักผลไม้บำรุงฟัน


เนื่องจากเซลล์ของกระดูกมีความต้องการใช้แคลเซียมในแต่ละวันอย่างพอเพียง ที่จะช่วยสร้างกระดูกในวัยเด็กและเพิ่มความแน่นของกระดูกในวัยผู้ใหญ่และชรา ดังนั้นทุกคนทุกวันจึงควรทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ ในผู้ใหญ่เฉลี่ยประมาณวันละ 800-1,000 มิลลิกรัม หญิงมีครรภ์ต้องการมากขึ้น แคลเซียมมีมากใน น้ำนม ปลาบ่น กุ้งแห้ง และผักใบเขียวที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ มะขาม ใบบัวบก เตยหอม แตงไทย ยอ ใบชะพลู มะดัน กะเพรา คะน้า ถั่วเหลือง และขึ้นฉ่าย เป็นต้น



การที่ร่างการจะดึงแคลเซียมไปใช้ได้นั้นจำเป็นต้องมีวิตามินดี ซึ่งได้รับจากแสงแดดอ่อน ๆ วันละ 10 นาทีก็เพียงพอต่อการสร้าง

วิตามินและเกลือแร่ในพืชผัก

ผักผลไม้เป็นแหล่งสำคัญของวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ ผมไม้ไทยแทบทุกชนิดนำมาทำเครื่องดื่มได้อย่างมีรสชาติ ที่เราจะเลือกทานให้ได้วิตามินและเกลือแร่ให้ครบถ้วนและเพียงพอ แต่จะทานผักผลไม้อะไรบ้าง จำนวนเท่าไรในแต่ละวัน ก่อนอื่นมารู้จักวิตามินและเกลือแร่ ว่ามันคืออะไร มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อร่างกาย



วิตามินคืออะไร
วิตามิน เป็นสารอินทรีย์เคมีอย่างหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกายที่จะนำเอาไปใช้ในการทำงานของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายในร่างกายคงไว้ซึ่งความสมดุลในร่างกาย "วิตามิน" มีรากศัพท์มาจาก วิตา (Vita) + เอมีน (amin) ซึ่งมีความหมายว่า สารประกอบเอมีนที่มีคุณค่ามหาศาลต่อชีวิต ร่างกายจะได้รับวิตามินได้อย่างพอเพียงกับความต้องการของร่างกาย เมื่อเราทานอาหารนานาชนิดที่มีวิตามินต่าง ๆ อยู่ในปริมาณที่แตกต่างกันออกไป วิตามินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามคุณสมบัติการละลายตัวคือ

1. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่วิตามิน บี 1 บี 2 บี 6 บี 12 วิตามินซี ไนอาซีน กรดแพนโทธีนิค โฟเลชชีน และไบโอติน
2.วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค

เกลือแร่คืออะไร
เกลือแร่เป็นองค์ประกอบหรือสารอาหารส่วนน้อยในร่างกายของคนที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลต่าง ๆ ของร่างกายของควบคุมการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ควบคุมการทำงานของระบบประสาท ทำให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ เมื่อขาดเกือแร่อย่างใดอย่างหนึ่งไปจะทำให้ร่างกายแสดงความผิดปกติออกมาในลักษณะต่าง ๆ เช่น

  • วิตามินเอ ช่วยการมองเห็น สร้างฮอร์โมนเพศ สร้างภูมิต้านทานโรค บำรุงผิว ช่วยการสร้างกระดูกและฟัน
  • วิตามินบี 1 ช่วยการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ป้องกันเหน็บชา ปลายประสาท กล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลว
  • วิตามินบี 2 บำรุงผม ผิวพรรณ ป้องกันโรคปากนกกระจอก ผิวหนังแตกแห้ง
  • วิตามินบี 6 ช่วยสร้างเลือด บำรุงประสาท ป้องกันประสาทส่วนปลายอักเสบ
  • วิตามินบี 12 ช่วยสร้างเลือด บำรุงประสาท ป้องกันโลหิตจาง เหน็บชา กล้ามเนื้อฝ่อ
  • วิตามินซี ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่องสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั้งร่างกาย ควบคุมการทำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด ทำให้เส้นเลือดแข็งแรง ช่วยขจัดสารพิษ