
กระเจี๊ยบแดง
ใช้เป็นอาหาร ใบอ่อน ยอดอ่อน ดอกอ่อนสีเขียว นำมาแกงส้ม ต้มส้ม มีรสเปี้ยว และเอาน้ำสีแดง จากกลีบรองดอกมาสีผสมอาหาร ทำเยลลี่
คุณประโยชน์
กลีบเลี้ยงและใบประดับ มีสารแอนโทไซยานิน (anthocyanins) ที่ทำให้มีสีม่วง มีวิตามินซี มีกรด ซิตริก มัลลิก ทำให้มีรสเปี้ยว มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมสูง ฟอสฟอรัสและอื่น ๆ โดยเฉพาะใบที่มีวิตามินเอสูงมาก ถึง 12,583 I.U. ใน 100 กรัม แต่การมีฟอสฟอรัสสูงเป็นข้อควรระวังสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ ส่วนยอดและใบกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ เป็นยาบำรุ่งธาตุ และเป็นยาระบาย ใบตำให้ละเอียดนำมาพอกฝี หรือเอาใบต้มกับน้ำเพื่อชะล้างแผล น้ำกระเจี๊ยบจากกลีบเลี้ยงทำให้สดชื่น แก้กระหายน้ำ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ เจ็บคอ ลดไขมันในเลือดได้เนื่องจากไปขัดขวางไขมันไม่ให้เกาะเส้นเลือด ทำให้ความดันโลหิตลดลง แก้ปัสสาวะขัด แก้นิ่งที่เกิดจากสารที่เป็นด่าง โดยต้มดอกกระเจี๊ยบกับน้ำพอท่วม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันจนกว่าอาการ ปัสสาวะขัดจะหายไป
น้ำกระเจี๊ยบแดง

ส่วนผสม
- ดอกกระเจี๊ยบแห้ง 1 ถ้วย
- น้ำสะอาด 4 ถ้วย
- น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย
วิธีทำ
1. ล้างดอกกระเจี๊ยบแห้งด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดแล้วพักไว้
2. ใส่น้ำลงในหม้อเคลื่อบ (ความเปรี้ยวจะละลายโลหะในหม้ออะลูมิเนียม) ตั้งไฟพอเดือด ใส่กระเจี๊ยบต้มจนออกสีแดง และเนื้อกระเจี๊ยบนุ่มสีจางลงไป เติมน้ำให้มีระดับเท่าเดิม จากนั้นกรองเอาแต่น้ำกระเจี๊ยบสีอแดงสด นำขึ้นตั้งไฟต่อ
3.ใส่น้ำตาล เคี่ยวไฟอ่อนจนน้ำตาลละลายหมด แล้วยกหม้อเคลือบลง ทิ้งไว้ให้เย็น จะได้น้ำกระเจี๊ยบสีม่วงแดงรสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมน่าดื่ม เทใส่ขวดสะอาดที่ต้มในน้ำร้อนแล้ว 20 นาที แช่เก็บไว้ในตู้เย็นได้นานหลายวัน เวลาดื่มให้เติมน้ำแข็งทุบเพื่อเพิ่มความเย็นสดชื่นได้อีก
เพื่อให้การทำน้ำผลไม้ ที่ทำขึ้นแต่ละครั้ง มีรสชาติอร่อยเหมือนกันทุกครั้ง จึงจำเป็นต้องมีภาชนะสำหรับตวงใส่ส่วนผสมในอัตราส่วนเหมือนเดิมทุกครั้งที่มักใช้บ่อย ๆ คือ1 ถ้วยตวง มีปริมาณเท่ากับ 250 มิลลิลิตร
1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณเท่ากับ 15 มิลลิลิตร
1 ช้อนชา มีปริมาณเท่ากับ 5 มิลลิลิตร
ข้อแนะนำการบริโภคน้ำตาลของคนไทย ควรได้รับไม่เกิดวันละ 2 ช้อนโต๊ะ (หนัก 30 กรัม หรือ 6 ช้อนชา) ซึ่งคำนวนว่าน้ำผลไม้ที่ทำดื่มนั้นมีปริมาณน้ำตาลใน 1 แก้วเป็นบริมาณเท่าไร และนั่นไม่รวมน้ำตาลจากผลไม้ด้วย อย่างเช่น ทำน้ำแตงโม 1 แก้ว ใช้น้ำเชื่อมอย่างใส 1 ช้อนโต๊ะ (15 มล.) จะมีน้ำตาลอยู่ 15 กรัม นั่นถ้าชอบผมไม้ต้องพยายามหลีเลี่ยงน้ำตาล โดเฉพาะน้ำตาลทรายขาวที่ปราศจากวิตามิน เกลือแร่ ควรทำน้ำผลไม้ล้วน ๆ โดยเลือกผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น ส้ม องุ่น แตงโม มาเป็นส่วนผสมและเพิ่มน้ำมะนาว จะช่วยให้รสดีและดื่มง่ายขึ้น

1. น้ำเชื่อมแบบเข้มข้น
น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัมกับน้ำสะอาดครึ่งลิตร (ใช้อัตราส่วนนี้ในการเตรียมมากหรือน้อยกว่านี้) ตั้งไฟปานกลาง คนให้น้ำตาลทรายละลายหมดพอเดือดแล้วยกลงทิ้งไว้ให้เย็นจะได้น้ำเชื่อมประมาณ 1.5 ลิตร มีลักษณะเหนียวหนืด กรองด้วยผ้าขาวบางเอาเศษต่าง ๆ ออกไป เก็บไว้ในภาชนะที่มีฝามิดชิดกันมดและแมลง
2.น้ำเชื่อมอย่างใส
น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัมในน้ำสะอาด 1 ลิตร (ผสมน้ำตาลและน้ำตามอัตราส่วนนี้) ตั้งไฟปานกลาง คนให้น้ำตาลทรายละลายหมดพอเดือดแล้วยกลงทิ้งไว้ให้เย็น จะได้ น้ำเชื่อมประมาณ 2 ลิตร มีลักษณะเหนียวหนืด กรองด้วยผ้าขาวบางเอาเศษต่าง ๆ ออกไป เก็บไว้ในภาชนะที่มีฝามิดชิดกันมดและแมลงได้
1. ล้างด้วยโซดาไฟเจือจาง โดยเตรียมผงโซดาไฟ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 20 ลิตร แช่ผักผลไม้ให้ท่วมนาน 15 นาที หรือใช้น้ำยาสำหรับล้างผักโดยเฉพาะแทนโซดาไฟ แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าหลาย ๆ ครั้ง ลดปริมาณสารพิษได้ 90 % แต่วิตามินเออาจจะสูญเสียไปบ้าง
2. แช่ผัก ผลไม้ ให้ท่วมด้วยคลอรีน ใช้ผงปูนคลอรีนครึ่งช้อนชาละลายในน้ำ 20 ลิตร แช่ไว้นาน 15 นาทีแล้วล้างด้วยน้ำเปล่าหลาย ๆ ครั้ง จะฆ่าเชื้อโรคและพยาธิ์ได้ด้วย เป็นวิธีที่ดีมาก ลดปริมาณสารพิษได้ดีด้วย

3.การให้น้ำก๊อกไหลผ่านผักผลไม้ที่แกะเป็นใบ เช่นผักกาด กะหล่ำปลี หรือวางไม่ซ้อนทับกัน โดยใช้มือช่วยทำความสะอาดประมาณ 2 นาทีลดปริมาณสารพิษได้ 54-63 %
4.การแช่ในน้ำละอาด 15 นาที ลดปริมาณสารพิษได้เพียงร้อยละ 7-8 ซึ่งถ้าเป็นพวงองุ่นล้างแบบนี้จะได้รับยาฆ่าแมลงไปอย่างน่ากลัว
5. ผลไม้มีเปลือก ควรล้างเปลือกเสียก่อนที่จะปอกทาน เพื่อป้องกันเชื้อโรค ที่จะติดไปตามรอยมีดเข้าไปในเนื้อผลไม้ และมือที่หยิบไปในแต่ละครั้งจะพาเชื้อโรคและสารพิษต่าง ๆ ติดตามไปด้วย
ความสดของผักผลไม้ทำให้มีรสชาติดี และมีคุณค่าสารอาหารมากกว่าผลไม้แห้ง แต่บางอย่างก็มีเฉพาะฤดูกาล ไม่ได้มีตลอดทั้งปี จึงได้มีรูปแบบหรือการถนอมอาหารจำพวกของแห้งของดองต่าง ๆ เอาไว้แปรรูปเพื่อทานอีกต่อไป เช่น ลำไยแห้ง มะตูมแห้ง กระเจี๊ยบแห้ง เป็นต้น ผักและผลไม้บางชนิดมีการใช้ยาฆ่าแมลงสูงมาก อย่างเช่น ชมพู่ องุ่น ผักคะน้า ส้มเขียวหวาน ต้องล้างให้สะอาดหมดคราบยาฆ่าแมลงด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ถ้าเลือกได้ควรเลือกผักผลไม้ตามธรรมชาติ เช่น ผักริมรั้ว ตำลึง ตะไคร้ ขิง ข่า ผักต่าง ๆ ที่ปลูกเอง

ถ้าชื้อตามท้องตลาดก็ยังต้องระวังอยู่ดี เพราะว่าความไม่สะอาดของตลาด และแม่ค้าบางคนใช้ผงซักฝอกล้างคราบดินออกจากเหง้าขิงข่า อาจจะเหลือคราบฝงซักฟอกติดอยู่
ผลไม้แห้ง
การแปรรูปจากของสด โดยวิธีทำให้แห้งด้วยการตากหรืออบ เป็นการเก็บรักษาที่ดีวิธีหนึ่งเพื่อให้มีไว้ใช้นอกฤดูกาล เพื่อสะดวกต่อการขนส่งไปขายยังสถานที่ไกล ๆ และเก็บได้นาน การเลือกซื้อต้องดูที่ความสะอาด ไม่มีดินหรือก้อนหิน ฝุ่นละอองมากเกินไป ไม่มีรา สีสันไม่คล้ำมาก เช่น กระเจี๊ยบแดงควรมีัสีแดงคล้ำแต่ไม่ถึงกับดำ

สำหรับมะตูมฝานเป็นแว่นแห้งควรมีสีน้ำตาลออกเหลือง เมื่อแกะถุงหรือภาชนะบรรจุออกมา จะต้องไม่มีกลิ่นของปัสสาวะหรืออุจจาระสัตว์ เมื่อจะต้มเพื่อทำเป็นน้ำผลไม้ดับกระหายคลายร้อนต้องล้างให้สะอาดก่อน ล้างอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือผลไม้ที่ดองเอาไว้ เช่น บ๊วย ลูกท้อ สามารถเอามาทำเครื่องดื่มรสอร่อยได้ เลือกความสมบูรณ์และความสะอาดของผลไม้ดองนั้น ดูความมิดชิดของภาชนะบรรจุด้วย