วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

น้ำกระเจี๊ยบแดง Jamaican Sorrel,Rosella



กระเจี๊ยบแดง


ใช้เป็นอาหาร ใบอ่อน ยอดอ่อน ดอกอ่อนสีเขียว นำมาแกงส้ม ต้มส้ม มีรสเปี้ยว และเอาน้ำสีแดง จากกลีบรองดอกมาสีผสมอาหาร ทำเยลลี่

คุณประโยชน์

กลีบเลี้ยงและใบประดับ มีสารแอนโทไซยานิน (anthocyanins) ที่ทำให้มีสีม่วง มีวิตามินซี มีกรด ซิตริก มัลลิก ทำให้มีรสเปี้ยว มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมสูง ฟอสฟอรัสและอื่น ๆ โดยเฉพาะใบที่มีวิตามินเอสูงมาก ถึง 12,583 I.U. ใน 100 กรัม แต่การมีฟอสฟอรัสสูงเป็นข้อควรระวังสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ ส่วนยอดและใบกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ เป็นยาบำรุ่งธาตุ และเป็นยาระบาย ใบตำให้ละเอียดนำมาพอกฝี หรือเอาใบต้มกับน้ำเพื่อชะล้างแผล น้ำกระเจี๊ยบจากกลีบเลี้ยงทำให้สดชื่น แก้กระหายน้ำ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ เจ็บคอ ลดไขมันในเลือดได้เนื่องจากไปขัดขวางไขมันไม่ให้เกาะเส้นเลือด ทำให้ความดันโลหิตลดลง แก้ปัสสาวะขัด แก้นิ่งที่เกิดจากสารที่เป็นด่าง โดยต้มดอกกระเจี๊ยบกับน้ำพอท่วม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันจนกว่าอาการ ปัสสาวะขัดจะหายไป

น้ำกระเจี๊ยบแดง



ส่วนผสม
  • ดอกกระเจี๊ยบแห้ง 1 ถ้วย
  • น้ำสะอาด 4 ถ้วย
  • น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย
วิธีทำ

1. ล้างดอกกระเจี๊ยบแห้งด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดแล้วพักไว้

2. ใส่น้ำลงในหม้อเคลื่อบ (ความเปรี้ยวจะละลายโลหะในหม้ออะลูมิเนียม) ตั้งไฟพอเดือด ใส่กระเจี๊ยบต้มจนออกสีแดง และเนื้อกระเจี๊ยบนุ่มสีจางลงไป เติมน้ำให้มีระดับเท่าเดิม จากนั้นกรองเอาแต่น้ำกระเจี๊ยบสีอแดงสด นำขึ้นตั้งไฟต่อ

3.ใส่น้ำตาล เคี่ยวไฟอ่อนจนน้ำตาลละลายหมด แล้วยกหม้อเคลือบลง ทิ้งไว้ให้เย็น จะได้น้ำกระเจี๊ยบสีม่วงแดงรสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมน่าดื่ม เทใส่ขวดสะอาดที่ต้มในน้ำร้อนแล้ว 20 นาที แช่เก็บไว้ในตู้เย็นได้นานหลายวัน เวลาดื่มให้เติมน้ำแข็งทุบเพื่อเพิ่มความเย็นสดชื่นได้อีก

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ภาชนะชั่งตวงเพื่อทำน้ำผลไม้

เพื่อให้การทำน้ำผลไม้ ที่ทำขึ้นแต่ละครั้ง มีรสชาติอร่อยเหมือนกันทุกครั้ง จึงจำเป็นต้องมีภาชนะสำหรับตวงใส่ส่วนผสมในอัตราส่วนเหมือนเดิมทุกครั้งที่มักใช้บ่อย ๆ คือ

1 ถ้วยตวง มีปริมาณเท่ากับ 250 มิลลิลิตร
1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณเท่ากับ 15 มิลลิลิตร
1 ช้อนชา มีปริมาณเท่ากับ 5 มิลลิลิตร

การทำน้ำเชื่อมแบบเข้มข้นและแบบใส

ข้อแนะนำการบริโภคน้ำตาลของคนไทย ควรได้รับไม่เกิดวันละ 2 ช้อนโต๊ะ (หนัก 30 กรัม หรือ 6 ช้อนชา) ซึ่งคำนวนว่าน้ำผลไม้ที่ทำดื่มนั้นมีปริมาณน้ำตาลใน 1 แก้วเป็นบริมาณเท่าไร และนั่นไม่รวมน้ำตาลจากผลไม้ด้วย อย่างเช่น ทำน้ำแตงโม 1 แก้ว ใช้น้ำเชื่อมอย่างใส 1 ช้อนโต๊ะ (15 มล.) จะมีน้ำตาลอยู่ 15 กรัม นั่นถ้าชอบผมไม้ต้องพยายามหลีเลี่ยงน้ำตาล โดเฉพาะน้ำตาลทรายขาวที่ปราศจากวิตามิน เกลือแร่ ควรทำน้ำผลไม้ล้วน ๆ โดยเลือกผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น ส้ม องุ่น แตงโม มาเป็นส่วนผสมและเพิ่มน้ำมะนาว จะช่วยให้รสดีและดื่มง่ายขึ้น



1. น้ำเชื่อมแบบเข้มข้น

น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัมกับน้ำสะอาดครึ่งลิตร (ใช้อัตราส่วนนี้ในการเตรียมมากหรือน้อยกว่านี้) ตั้งไฟปานกลาง คนให้น้ำตาลทรายละลายหมดพอเดือดแล้วยกลงทิ้งไว้ให้เย็นจะได้น้ำเชื่อมประมาณ 1.5 ลิตร มีลักษณะเหนียวหนืด กรองด้วยผ้าขาวบางเอาเศษต่าง ๆ ออกไป เก็บไว้ในภาชนะที่มีฝามิดชิดกันมดและแมลง

2.น้ำเชื่อมอย่างใส

น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัมในน้ำสะอาด 1 ลิตร (ผสมน้ำตาลและน้ำตามอัตราส่วนนี้) ตั้งไฟปานกลาง
คนให้น้ำตาลทรายละลายหมดพอเดือดแล้วยกลงทิ้งไว้ให้เย็น จะได้ น้ำเชื่อมประมาณ 2 ลิตร มีลักษณะเหนียวหนืด กรองด้วยผ้าขาวบางเอาเศษต่าง ๆ ออกไป เก็บไว้ในภาชนะที่มีฝามิดชิดกันมดและแมลงได้

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การล้างผักและผลไม้เพื่อให้ปลอดจากสารพิษ

1. ล้างด้วยโซดาไฟเจือจาง โดยเตรียมผงโซดาไฟ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 20 ลิตร แช่ผักผลไม้ให้ท่วมนาน 15 นาที หรือใช้น้ำยาสำหรับล้างผักโดยเฉพาะแทนโซดาไฟ แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าหลาย ๆ ครั้ง ลดปริมาณสารพิษได้ 90 % แต่วิตามินเออาจจะสูญเสียไปบ้าง

2. แช่ผัก ผลไม้ ให้ท่วมด้วยคลอรีน ใช้ผงปูนคลอรีนครึ่งช้อนชาละลายในน้ำ 20 ลิตร แช่ไว้นาน 15 นาทีแล้วล้างด้วยน้ำเปล่าหลาย ๆ ครั้ง จะฆ่าเชื้อโรคและพยาธิ์ได้ด้วย เป็นวิธีที่ดีมาก ลดปริมาณสารพิษได้ดีด้วย



3.การให้น้ำก๊อกไหลผ่านผักผลไม้ที่แกะเป็นใบ เช่นผักกาด กะหล่ำปลี หรือวางไม่ซ้อนทับกัน โดยใช้มือช่วยทำความสะอาดประมาณ 2 นาทีลดปริมาณสารพิษได้ 54-63 %

4.การแช่ในน้ำละอาด 15 นาที ลดปริมาณสารพิษได้เพียงร้อยละ 7-8 ซึ่งถ้าเป็นพวงองุ่นล้างแบบนี้จะได้รับยาฆ่าแมลงไปอย่างน่ากลัว

5. ผลไม้มีเปลือก ควรล้างเปลือกเสียก่อนที่จะปอกทาน เพื่อป้องกันเชื้อโรค ที่จะติดไปตามรอยมีดเข้าไปในเนื้อผลไม้ และมือที่หยิบไปในแต่ละครั้งจะพาเชื้อโรคและสารพิษต่าง ๆ ติดตามไปด้วย

การใช้อุปกรณ์ ภาชนะทำน้ำผลไม้

ภาชนะที่ใช้ต้องไม่ทำปฏิกิริยากับสารที่มีในผักผลไม้ ต้องสะอาด สำหรับผักผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะขาม สับปะรด มะเพือง กระเจียบ เป็นต้น ควรใช้ภาชนะเคลือบ หม้อเคลือบในการต้ม เคียว เนื่องจากกรดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเนื้อผลไม้ทำปฏิกิริยากับภาชนะอลูมิเนียม



ทองแดง หรือทองเหลือง ทำให้โลหะหนักจากภาชนะเหล่านั้นละลายปนออกมากับน้ำ ผักผลไม้นั้น มีดสำหรับหั่นหรือปอกก็เช่นเดียวกัน ไม่ควรใช้มีดเหล็ก จะทำให้ผลไม้มีผิวสีดำเพราะไปทำปฏิกิริยากับสารแทนนินในผลไม้ ให้เลือกแบบมีดสเตนเลสสามารถป้องกันปฏิิริยาได้ การใช้ภาชนะไม่เหมาะสมยังทำให้รสชาติ สีสันของเครื่องดื่มเปลี่ยนไป เขียงที่ใช้หั่นหรือสับต้องสะอาดไม่มีซอก หรือรอยแตกที่มีเศษสิ่งสกปรกซุก ให้เกิดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และกลิ่นเหม็น



ผ้าขาวบางที่ใช้กรองไม่ควรมีเชื้อรา ควรซักล้างให้สะอาดหลังการใช้งานทันที

ภาชนะที่ใช้บรรจุหลังปรุงเสร็จ ถ้าทำเองในครอบครัวควรเป็นภาชนะแก้วซึ่งไม่มีโทษ ทนความร้อนจากเครื่องดื่มหลังการต้ม และเก็บไว้ได้นานเพราะมีการแลกเปลี่ยนก๊าชกับอากาศภายนอกน้อย ทั้งนี้ขวดแก้วนั้นต้องต้มหรือนึ่งฆ่าเชื้อก่อน ไม่น้อยกว่า 30 นาที แล้วปิดฝาเกลียวให้แน่นสนิท ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วจึงเก็บเข้าตู้เย็น ถ้าจะเก็บในขวดพลาสติกจะต้องรอให้น้ำเย็นลงเสียก่อน จากงานวิจัยบอกว่ามักมีสารอันตรายในพลาสติก ละลายออกมาในปริมาณหนึ่งโดยที่ขวดยังทรงรูปร่างเดิมปกติ สารนั้นเมื่อได้รับมาก ๆ จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็ง จึงควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้ภาชนะพลาสติก



เครื่องปั่นผลไม้มีหลายแบบ มีทั้งแบบไม่แยกกาก ความเร็วคงที่ หรือแบบปรับความเร็วได้ มีเครื่องที่สามารถคั้นแยกกากออกไปได้ในตัวแน่นอนว่าราคาแพงขึ้นตามคุณสมบัติ การใช้เครื่องปั่นเหล่านี้มักจะมีคู่มือการใช้ติดมากับเครื่อง ระวังเรื่องระยะเวลาการใช้งาน ไม่ควรปั่นนานเกินไป จะทำให้มอเตอร์ไหม้ได้ ปกติแล้วควรปั่นราว 30 วินาทีแล้วหยุดพักครู่หนึ่งจึงปั่นอีกครั้งทำซ้ำ ๆ จนกว่าจะละเอียดดี ระวังให้ใบมีดหมุนได้ปกติ อย่าให้ติดขัดซึ่งอาจจะเป็นเพราะผักนั้นชิ้นใหญ่และแข็งเกินไป หรือน้ำน้อยเกินไปทำให้ปั่นยาก และอีกข้อหนึ่งต้องระวังเรื่องไฟรั่ว ไฟดูด ดูแลอย่าให้เครื่องชำรุด

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ข้อควรคำนึงในการทำน้ำผักผลไม้

ความสดของผักผลไม้ทำให้มีรสชาติดี และมีคุณค่าสารอาหารมากกว่าผลไม้แห้ง แต่บางอย่างก็มีเฉพาะฤดูกาล ไม่ได้มีตลอดทั้งปี จึงได้มีรูปแบบหรือการถนอมอาหารจำพวกของแห้งของดองต่าง ๆ เอาไว้แปรรูปเพื่อทานอีกต่อไป เช่น ลำไยแห้ง มะตูมแห้ง กระเจี๊ยบแห้ง เป็นต้น ผักและผลไม้บางชนิดมีการใช้ยาฆ่าแมลงสูงมาก อย่างเช่น ชมพู่ องุ่น ผักคะน้า ส้มเขียวหวาน ต้องล้างให้สะอาดหมดคราบยาฆ่าแมลงด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ถ้าเลือกได้ควรเลือกผักผลไม้ตามธรรมชาติ เช่น ผักริมรั้ว ตำลึง ตะไคร้ ขิง ข่า ผักต่าง ๆ ที่ปลูกเอง



ถ้าชื้อตามท้องตลาดก็ยังต้องระวังอยู่ดี เพราะว่าความไม่สะอาดของตลาด และแม่ค้าบางคนใช้ผงซักฝอกล้างคราบดินออกจากเหง้าขิงข่า อาจจะเหลือคราบฝงซักฟอกติดอยู่

ผลไม้แห้ง

การแปรรูปจากของสด โดยวิธีทำให้แห้งด้วยการตากหรืออบ เป็นการเก็บรักษาที่ดีวิธีหนึ่งเพื่อให้มีไว้ใช้นอกฤดูกาล เพื่อสะดวกต่อการขนส่งไปขายยังสถานที่ไกล ๆ และเก็บได้นาน การเลือกซื้อต้องดูที่ความสะอาด ไม่มีดินหรือก้อนหิน ฝุ่นละอองมากเกินไป ไม่มีรา สีสันไม่คล้ำมาก เช่น กระเจี๊ยบแดงควรมีัสีแดงคล้ำแต่ไม่ถึงกับดำ



สำหรับมะตูมฝานเป็นแว่นแห้งควรมีสีน้ำตาลออกเหลือง เมื่อแกะถุงหรือภาชนะบรรจุออกมา จะต้องไม่มีกลิ่นของปัสสาวะหรืออุจจาระสัตว์ เมื่อจะต้มเพื่อทำเป็นน้ำผลไม้ดับกระหายคลายร้อนต้องล้างให้สะอาดก่อน ล้างอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือผลไม้ที่ดองเอาไว้ เช่น บ๊วย ลูกท้อ สามารถเอามาทำเครื่องดื่มรสอร่อยได้ เลือกความสมบูรณ์และความสะอาดของผลไม้ดองนั้น ดูความมิดชิดของภาชนะบรรจุด้วย

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สารก่อสี ในผักผลไม้

ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีม้มนั้น เกิดจากสารกลุ่มเบต้าคริปโตแซนทิน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายตามธรรมชาติ แสงแดด สารเคมี ช่วยชะลอความชรา พืชดังกล่าวได้แก่ จำพวกส้ม ฟักทอง



แคนตาลูปสีเหลือง มันเทศสีเหลือง มะละกอ มะม่วงสุก มะปราง จะอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน (beta-Carotene) ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เวลาจ่ายตลาดควรเลือกสีหลากหลายออกไปจะได้สาอาหารครบถ้วน อย่ามีแต่สีเหลืองเต็มตะกร้า

ผักผลไม้สีม่วง-สีน้ำเงิน

เกิดจากสารแอนโทไทยานินส์ และเพโนลิก ทำหน้าที่ล้างพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกายช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ชะลอความแก่ชะรา บำรุงสมอง และท่อทางเดินปัสสาวะ พืชดังกล่าวเช่น เชอร์รี่ ลูกพรุน ลูกพลัม บลูเบอร์รี่ กะหล่ำม่วง มะเขือม่วง ลูกหว้า และองุ่น



ดังนั้นถ้าเรามีปัญหาเรื่องโรคหัวใจก็เพียงแค่นึกถึงผักผลไม้สีม่วง สีน้ำเงิน เวาลไปจ่ายตลาดจะง่ายขึ้นต่อการจดจำ และได้พืชสีม่วงบางอย่างกลับมาทุกครั้งไป

ผลไม้สีแดง

เกิดจากสารไลโคพีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารที่ให้สีแดง โดยมีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการทำลายเนื้อเยื่ยและการเกิดโรคมะเร็ง เช่นแตงโมสีแดง มะเขือเทศสุก สตรอเบอร์รี่ เห็ดหลินจือก็ออกสีแดงเล็กน้อย ส้มโอเนื้อแดง มีอยุ่ไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่มีสีแดง เหมาะกับคนที่เป็นมะเร็ง จะเลือกทานในทุกวันเพื่อช่วยยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง และเหมาะกับคนทั่วไป โดยเฉพาะผูที่ต้องการบำรุงผิวพรรณ



ผักผลไม้สีขาว

เกิดจากสารอัลลิซิน เป็นสารประกอบกำมะถัน ทำให้มีกลิ่นด้วย เช่น หัวหอม และกระเทียม ที่ช่วยป้องกันเนื้องอกมะเร็ง ในขณะเดียวกันพบว่าทีธาตุซีลีเนียมที่มีอยู่ในเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า มีส่วนสำคัญในการสร้างสารเคมีต้านโรค ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และช่วยรักษาความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง เพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย รวทั้งสลายสารพิษออกไปจากร่างกาย กระเทียมแคปซูล ค่อนข้างได้รับความนิยมมากเพราะไม่มีกลิ่นเหม็น อย่างไรก็ตามอาหารจากเห็ดก็นิยมและมีประโยชน์มาก



ผักผลไม้สีเขียว

เกิดจากสาร ไอโซไทโอไซยาเนต มีสรรพคุณเป็นตัวล้างพิษและบำรุงสุขภาพ นอกจากนั้นยังมีวิตามินเอ บี บำรุงสายตา กระดูก ฟันให้แข็งแรง บำรุงประสาทด้วย ตัวอย่างเช่น แตงกวา ผักกาดหอม ถัวแขก กะหล่ำปลี ถัวลันเตา ผลกีวี บร็อกโคลี (Broccoli) อะโวคาโด แอปเปิ้ลเขียว คะน้า และพริกเขียว เป็นต้น ในวันหนึ่ง ๆ ไม่ควรขาดผักผลไม้สีเขียวเลย

สีสันของผลไม้เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยเตือนเราว่าในวันนั้น ๆ เราได้แร่ธาตุ วิตามิน อย่างครบถ้วนจากผลไม้ใดบ้าง และอะไรที่เหมาะสมกับร่างกายของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัว จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยรักษาสุขภาพให้ดีในวันนี้

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผักผลไม้แก้ใข้หวัด คัดจมูก เจ็บคอ แก้ไอ ขับเสมหะ



ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันอาการหวัด ลดอาการไอ ผักผลไม้ที่มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยลดอาการคัดจมูก และสาระเหยจำพวกเมนทอลช่วยลดอาการไอ เจ็บคอ ขับเสมหะ ซึ่งผักผลไม้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ได้แก่ ฟ้าทะลายโจน มะนาว มะขามเปียก ส้มเขียวหวาน อ้อย สับปะรด แตงไทย มะเพือง ระกำ ขิง ข่า เป็นต้น ทานในรูปแบบของน้ำต้ม ดื่มแก้ไข้ เจ็บคอ ขับเสมหะ ไม่เหมาะที่จะใส่น้ำตาล เพราะอาการเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงน้ำตาล ของมัน ของทอด จึงจะหายไว

ผักผลไม้ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ




ผักผลไม้ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ รักษาอาการเบาขัด ช่วยให้นิ่วก้อนเล็ก ๆ หลุดออกไปได้ ได้แก่ ตะไคร้ เตยหอม ขิง แครอต แคนตาลูป อ้อย กระเจี้ยบแดง กล้วย มะละกอ แตงโม แตงกวา มะเขือเทศ ซึ่งจะกระตุ้นการทำงานของระบบสมดุลของเหลวในร่างกาย ทานในรูปแบบเอาไปต้ม เพื่อดื่มน้ำ ชึ่งถ้าใช้ประโยชน์ในการรักษาต้องดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ หรือเข้มข้น และอย่าเติมน้ำตาลและเกลือมากเกินไปในแต่ละวัน เพราะเกลือจะทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น

ผักผลไม้เสริมสมรรถภาพทางเพศ

อาหารที่มีฤทธิ์เสริมความกำหนัดจากพืช เพื่อแก้ปัญหาคุณผู้ชายที่มีปัญหานกเขาไม่ค่อยขัน เพื่อให้มีความสุขในครอบครัว การทานพืชผักผลไม้ที่ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหาได้ง่ายใกล้ตัว ใกล้บ้าน ราคาไม่แพง ไม่เป็นอันตราย ดีกว่ายาที่อาจจะมีผลข้างเคียง



อาทิเช่น แอปเปิล มะเขือเทศ มีวิตามินต่าง ๆ สูง เกลือแร่ต่าง ๆ อยู่มาก เชื่อว่าเมื่อทานแล้ว ร่างกายมักจะได้รับสารอาหารและพลังงานไปใช้ทันที ทำให้ร่างการสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ตื่นตัวทางเพศด้วย แครอท ขึ้นฉ่าย มีแบต้าแคโรทีนสูง มีส่วนช่วยกระตุ้นสร้างฮอร์โมนเพศเทสโทสเตอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพส เพิ่มความต้องการทางเพศ ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวดีขึ้น ผักชีฝรั่ง กะเพรา ใบโหระพา สะระแหน่ ตะไคร้ ล้วนมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้มีกลิ่นหอมสดชื่น กระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่า เกิดอารมณ์พิศวาสได้ง่ายขึ้น



กวาวเครือ กระชายดำ มีสารอาหารที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศ ช่วยให้เกิดพลังทางเพศมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่บุคคล อาจจะได้ผลมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ก่อเกิดความเสื่อมทางเพศนั้น ควรลองทานเริ่มจากน้อยแล้วสังเกตผล ปรับขนาดกันเองว่าทานอะไรในบริมาณเท่าไร แล้วได้ผลดีเป็นที่ถูกใจ